7 อาหารที่หลายคนชอบทาน แต่เต็มไปด้วยข้อเท็จจริงที่ไม่ปลอดภัย

หลายคนคงรู้สึกผวาเมื่อมาทราบข้อเท็จจริงภายหลังว่าอาหารจานโปรดที่กินอยู่บ่อยๆ นั้น ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป แต่จะให้หักดิบเลิกกินเเลยก็ทำใจยากเหมือนกัน แต่เพื่อผลต่อสุขภาพในระยะยาวเราควรเพลาๆ ลดปริมาณ และความถี่ในการบริโภคลง

 

1. กุ้ง

ในบรรดาอาหารทะเล กุ้งถือเป็นแชมป์ด้านคอเลสเตอรอล ซึ่งหากรับประทาานอาหารชนิดนี้บ่อยเกินไปอาจทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงตามไปด้วย ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้กินกุ้งพร้อมกับผัก เนื่องจากช่วยกำจัดคอเลสเตอรอล และลดปัญหาความเสี่ยงได้

 

2. ชีสแปรรูป

การรับประทานชีสที่บรรจุในห่อพลาสติกเป็นเรื่องที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เพราะล้วนผ่านกระบวนการทางเคมีมาทั้งสิ้น อาจเรียกได้ว่าเรากินพลาสติกมากกว่ากินชีสเสียอีก

 

3. มันฝรั่งแผ่นทอดกรอบ

ขนมชนิดนี้หาซื้อง่ายตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป ซึ่งในความเป็นจริงมีมันฝรั่งประกอบอยู่เพียงน้อยนิดเท่านั้น แต่กลับมากไปด้วยสารเติมแต่งอื่นๆ

 

4. โยเกิร์ต

ตัวอันตรายหลักๆ ในโยเกิร์ตเลยก็คือน้ำตาล และไขมันนม โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 6 ช้อนต่อวัน ซึ่งโยเกิร์ต 4 ออนซ์ (100 กรัม) ก็ประกอบด้วยน้ำตาล 3 ช้อนชาแล้ว ผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นคือความอ้วน ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน และตับอ่อนแอลง

 

 5. ฮอทดอก และเนื้อสัตว์แปรรูป

โดยทั่วไปแล้วฮอทดอกประกอบด้วยเนื้อสัตว์เพียง 10 – 15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และมีส่วนผสมอื่นๆ ปนอยู่ ได้แก่ กระดูกป่น กระดูกอ่อน เปลือกหนัง ไขมันพืชและสัตว์ แป้ง โปรตีนถั่วเหลือง และเกลือ ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าในถั่วเหลืองมีการดัดแปลงทางพันธุกรรมหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีสารปรุงแต่ง สารกันบูด การแต่งสี รวมทั้งสารปรุงรส

 

6. แครกเกอร์รสเค็ม

โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ โรคอ้วน โรคหลอดเลือด และโรคอัลไซเมอร์ จะถามหาแน่นอนหากชอบกินอาหารประเภทนี้ ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว เราควรรับประทานเกลือในปริมาณ 0.20 ออนซ์ (1 ช้อนชา) ต่อหนึ่งวัน ซึ่งแครกเกอร์รสเค็ม 1 ชิ้นเล็กมีปริมาณเกลือที่มากกว่า 3 เท่าของปริมาณที่แนะนำต่อวัน และเนื่องจากมีปริมาณเกลือจำนวนมาก อาจทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น

 

7. คุกกี้ช็อกโกแลต

หากชอบรับประทานอาหารประเภทนี้เป็นประจำ แน่นอนว่าความอ้วนต้องถามหาแน่ๆ เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้อุดมไปด้วยไขมันทรานส์ที่นำไปสู่โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด และทำใ ห้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร

 

ที่มา: brightside

loading...

ร่วมแสดงความคิดเห็น...

SHARE

ดูเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ...