เขียนเทคโน๊ตอย่างมีประสิทธิภาพด้วยเทคนิค “Cornell System”

จากการศึกษาของ Walter Pauk อาจารย์จาก Cornell University พบว่า มนุษย์เราจะลืมเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาได้เร็วมาก ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะลืมมากเท่านั้น

 

tn1

 

ทั้งนี้ในการเรียน ไม่ว่าจะเป็นในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย หลังจากที่ได้ฟังบรรยายการสอนจากอาจารย์ ท้ายที่สุดแล้ว จะเหลือข้อมูลที่เราสามารถจดจำได้เพียงแค่ 10% เท่านั้น

ในขณะเดียวกัน สำหรับคนที่มีการเทคโน๊ตแล้วทบทวนซ้ำ จะสามารถดึงความจำกลับมาได้มากถึง 80% ด้วยกัน ตอนนี้เพื่อนๆก็คงจะเริ่มเห็นความสำคัญของการเทคโน๊ตแล้วใช่ไหมละครับ

 

The Cornell System เป็นระบบที่พัฒนาโดย Walter Pauk เพื่อที่จะช่วยนักเรียนนักศึกษาในการจัดการกับการเขียนเทคโน๊ตให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้

tn2

A. Cue Column: หรือ “ส่วนเรียกคืนความทรงจำ” ซึ่งในส่วนนี้จะเขียนหลังจากที่มีการเทคโน๊ตในห้องเรียนไปแล้ว อาจจะเขียนเป็นคำถามเพื่อทดสอบตัวเองและสร้างความคุ้นเคยให้กับเนื้อหานั้นๆ

B. Summaries Area: ในส่วนนี้จะเป็นการเขียนสรุปทุกอย่างที่ได้เทคโน๊ตไปในห้องเรียน โดยพยายามเขียนโดยใช้ภาษาของเราเอง เพื่อจะช่วยให้เราเข้าใจเนื้อหาที่ได้เรียนไปอย่างคร่าวๆ

C. Note-Taking Area: ในส่วนนี้คือส่วนที่เราใช้ในการเทคโน๊ตระหว่างการเรียนในห้องเรียนทั้งหมด

 

นอกจากนี้ในการเขียนเทคโน๊ต ยังสามารถแบบออกได้เป็น 2 แบบใหญ่ๆ ดังนี้

Outline System

tn3

คือการเขียนเอาท์ไลน์แยกออกเป็นหัวข้อหลัก และหัวข้อย่อย ซึ่งการเขียนเทคโน๊ตวิธีนี้ จะทำให้สะดวกต่อการทบทวน เนื่องจากมีการแบ่งออกเป็นหมวดหมู่อย่างชัดเจน

 

Flow-Based System

tn4

คือการเขียนเชื่อมโยงไอเดีย โดยเรื่องไหนที่เกี่ยวข้องกันก็สามารถลากโยงเข้าหากันได้ เชื่อว่าวิธีนี้จะใช้ได้ดีในการเทคโน๊ตจากการบรรยายของอาจารย์ เนื่องจากเราสามารถเชื่อมโยงไอเดียต่างๆได้ง่าย ในขณะที่ฟังการบรรยายไปด้วย

 

นอกจากวิธีการเทคโน๊ตดังข้างต้นแล้ว ผมก็ยังมีข้อแนะนำเพิ่มเติม ที่จะช่วยให้การเทคโน๊ตของเรามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีก โดยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยนั่นเองครับ

 

จากผลการวิจัยของ University of Washington พบว่า การเขียนเท็คโน๊ตด้วยปากกาและกระดาษ จะช่วยพัฒนาระบบการคิดและการจำ ทำให้สามารถจำเนื้อหาได้มากกว่า ในขณะเดียวกันการพิมพ์ใช้แล็ปท็อปจะมีความเร็วในการเทคโน๊ตมากกว่า

 

Screen-Shot-2557-08-04-at-11.30.02-AM

 

ความเร็วเฉลี่ยในการเขียน: 0.3 – 0.4 คำต่อวินาที
ความเร็วเฉลี่ยในการพิมพ์: 1.5 คำต่อวินาที
ความเร็วเฉลี่ยในการบรรยายของอาจารย์: 2-3 คำต่อวินาที

 

เราสามารถสรุปได้ว่า การเขียนจะทำให้จำเนื้อหาได้มากกว่า ในขณะที่การพิมพ์ จะทำให้บันทึกเนื้อหาได้เร็วกว่า และได้เนื้อหาที่มากกว่า นอกจากนี้ยังสามารถใช้อุปกรณ์ช่วยต่างๆให้เป็นประโยชน์ได้ด้วย เช่น การใช้อินเตอร์เน็ตหาคำศัพท์เฉพาะ

ฉะนั้นทำไมถึงไม่ลองใช้ทั้งสองวิธีในการเทคโน๊ตหล่ะ? โดยใช้การพิมพ์เพื่อเก็บเนื้อหาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในขณะที่ใช้การเขียนในส่วนเนื้อหาที่สำคัญๆ

 

นอกเหนือจากการใช้แล็ปท็อปแล้ว เรายังสามารถทำให้เทคโน๊ตของเรามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการใช้เทคโนโลยีอื่นเข้ามาช่วยได้

 

Screen-Shot-2557-08-04-at-11.31.04-AM

1. ปากกาอัดเสียง อุปกรณ์ที่น่าสนใจ ที่จะช่วยให้เราไม่จำเป็นต้องจดบันทึกทุกอย่าง เพียงแค่จดบันทึกในสิ่งที่สำคัญๆเท่านั้น ส่วนรายละเอียดอื่นๆก็สามารถฟังจากเสียงที่บันทึกเอาได้

2. การอัดวิดีโอ คล้ายกับการอัดเสียง แต่จะดีกว่าตรงที่สามารถเห็นในสิ่งที่อาจารย์เขียนลงบนกระดานได้อีกด้วย

3. อินเตอร์เน็ต เดี๋ยวนี้อาจารย์จำนวนไม่น้อยจะอัพโหลดเนื้อหาการเรียนการสอนลงบนอินเตอร์เน็ต ให้นักเรียนนักศึกษาสามารถไปดาวน์โหลดมาเพื่ออ่านทบทวนได้

ข้อมูลจาก: lifehack

ดูเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ...

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ....

ร่วมแสดงความคิดเห็น...

Powered by Facebook Comments

Leave a Reply