Part of Speech คืออะไร? ร่วมเรียนรู้แกรมม่าร์พื้นฐานภาษาอังกฤษไปพร้อมๆ กัน!

ทุกๆ ภาษา การเรียนรู้ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานจะยิ่งทำให้เข้าใจรูปแบบและกฎการใช้ของมันได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเรื่องแกรมม่าร์ที่ต้องเข้าใจให้ได้อย่างถ่องแท้

วันนี้เราจึงมีเรื่องแกรมม่าร์ง่ายๆ มาฝากกัน นั่นก็คือเรื่อง Part of Speech หรือคำและชนิดของคำ ที่เต็มไปด้วยองค์ประกอบต่างๆ ของภาษาอังกฤษ ซึ่งหากรู้จักมันมากขึ้นจะยิ่งเข้าใจหลักการใช้ได้มากขึ้นนั่นเอง ตามไปดูกัน!

 

 

Part of Speech ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง?

1. คำนาม (Nouns)

คำนามได้แก่ สิ่งของ, สัตว์, คน สถานที่, ไอเดีย, คุณภาพ, ความคิด, กิจกรรม, ความรู้สึก ซึ่งคำนามสามารถเป็นได้ทั้งเอกพจน์ (Singular) และพหูพจน์ (Plural) หรือคำนามที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นเจ้าของ (Possessive) ตัวอย่างเช่น

– This book is filled with intrigue and interest.

– Please light the fire.

 

 

2. คำสรรพนาม (Pronouns)

คำสรรพนามคือคำที่ใช้แทนคำนาม เช่น ฉัน, คุณ, เธอ, หรือ พวกเขา ตัวอย่างเช่น

It is filled with intrigue.

– Please light their fire.

– I’d like some of them in my tea.

 

 

3. คำกริยา (Verbs)

คำกริยาคือคำที่แสดงถึงการกระทำ โดยมีทั้งกริยาหลัก เช่น run, eat และกริยาช่วย เช่น must, have กริยาจะทำหน้าที่บอกเวลาและเปลี่ยนรูปแบบไปตามอดีต, ปัจจุบัน หรืออนาคต รวมไปถึงยังมี linking verbs ที่ใช้เพื่อแสดงความรู้สึกของประธาน เช่น seem, appeal ตัวอย่างดังนี้

– Lexi and Mark walked through the woods.

– Lexi has walked through these woods before.

– Mark appears excited to start this new adventure.

 

 

4. คำคุณศัพท์ (Adjectives)

ใช้เพื่อขยายคำนามหรือคำสรรพนาม และมันมักจะไม่ตั้งอยู่ก่อนคำนามเพราะมันมักจะให้ความหมายหรืออธิบายคำนามหรือคำสรรพนามในทางใดทางหนึ่ง เช่น

– Lexi wore a pair of faded jeans.

– This black coffee tastes disgusting.

– Nothing beats a rainy Monday morning.

 

 

5. คำกริยาวิเศษณ์ (Adverbs)

ใช้เพื่ออธิบายความหมายเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำกริยา รวมไปถึง how much, when, where, why, หรือ how ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างดังนี้

– She gleefully skipped down the street.

– He arrived early to their first date.

– I almost missed the ball.

 

 

6. คำบุพบท (Prepositions)

แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างคำนามหรือคำสรรพนาม และมักใช้เพื่อบอกสถานที่ เช่น “beside,” “in,” หรือ”on จงจำไว้ว่าคำบุพบทจะต้องตามด้วยคำนามหรือคำสรรพนามเสมอ ตัวอย่างดังนี้

– The salt is beside the pepper.

– Take the gift in the living room.

– She sat on the rock.

 

 

7. คำสันธาน (Conjunctions)

คำสันธานใช้เพื่อเชื่อมต่อคำสองคำ, วลี หรือประโยค ได้แก่ “and,” “but,” และ “or.” เช่น

– He ate leafy greens, tomatoes, and cucumbers.

– Take the salad dressing but leave the pasta.

– Would you like the chicken or the steak?

 

 

8. คำอุทาน (Interjections)

คำอุทานใช้เพื่อแสดงอารมณ์ โดยทั่วไปแล้วมักจะตามด้วยเครื่องหมายอัศเจรีย์ ! เช่น “hurray,” “uh-oh,” และ “alas.” ดังนี้

Yay! I’m so excited you’re here.

Hey, get back over here, missy!

– Give me a break, sheesh!

 

 

9. คำนำหน้านาม (Articles)

มักจะเป็นคำเล็กๆ แต่มีประโยชน์เป็นอย่างมาก ซึ่งคำนำหน้านามนั้นได้แก่ “a” และ “an” ที่ใช้กับคำนามที่ไม่เฉพาะเจาะจง และ “the” สำหรับคำนามที่เฉพาะเจาะจง รวมถึงใช้กับบุคคล สถานที่ ไอเดียที่เฉพาะเจาะจงเช่นกัน ตัวอย่างการใช้ดังนี้

– Do you have a new book to lend me?

– I would like to buy an apple.

– Please take the new student out for a walk.

 

 

ค่อยๆ เรียนรู้กันไปก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยนะ : ) ไม่ว่าจะภาษาอะไรหากหมั่นฝึกฝนทุกวัน เป้าหมายที่วางไว้อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน!

 

ที่มา: grammar

ร่วมแสดงความคิดเห็น...

SHARE

ดูเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ...