8 ความลึกลับของไททานิค ที่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังหาคำตอบไม่ได้

ความหรูหรา ความยิ่งใหญ่ และข่าวลือหนาหูกับค่าตั๋วที่แพงมหาศาล ตำนานของเรือที่ได้ฉายาว่า “นาวาที่ไม่มีวันจม” อย่าง “ไททานิค” ยังคงเป็นเรื่องเล่าที่น่าสนใจจวบจนทุกวันนี้

หลายคนอาจรู้จักชื่อของเรือเดินสมุทรสุดลือชื่อแห่งยุคจากภาพยนตร์ที่นำเสนอโดย Kate Winslet และ Leonardo DiCaprio ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้กลายเป็นอีกหนึ่งผลงานสร้างชื่อให้กับทั้งสองคน (โดยเฉพาะฉากฝ้ากระจกในรถใต้ท้องเรือ)

 

 

เรื่องราวของเรือเดินสมุทรสุดหรูหราที่ออกเดินทางเมื่อวันที่ 10 เมษายน ปี 1912 ก่อนจะจมลงในเวลาเพียง 5 วันต่อมา ซึ่งในเหตุการณ์นั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 1,500 คน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เรือลำนี้มีชื่อเสียงและเป็นที่สนใจมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะเรื่องราวเหล่านั้นเคยเกิดขึ้นจริง ทั้งยังมีปริศนาอีกมากมายที่ยังไม่ได้การไขให้กระจ่าง เช่นว่า

 

จริงๆ แล้วเรือไม่ได้จมเพราะภูเขาน้ำแข็ง แต่จมเพราะถ่านหินในเรือ

เมื่อเร็วๆ นี้มีสารคดีที่นำเสนอหลักฐานว่าเรือไททานิคได้รับความเสียหายจากถ่านหินในเตาพลังงาน เชื่อกันว่า 3 สัปดาห์ก่อนที่เรือจะออกเดินทาง บริเวณเตาพลังงานนั้นชำรุด ทำให้เมื่อถึงเวลาจริงๆ เรือจึงลดประสิทธิภาพลงและทำให้จมเมื่อปะทะกับภูเขาน้ำแข็ง

 

ทำไมกัปตันถึงเร่งเครื่อง?

นานหลายปีที่ผู้คนเชื่อกันว่ากัปตัน Smith ผู้ควบคุมเรือในตำนานลำนี้พยายามที่จะเร่งเครื่องขณะผ่านน่านน้ำของภูเขาน้ำแข็งในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ เพราะเขาต้องการให้เรือไททานิคแล่นผ่านมหาสมุทรแอตแลนติกเร็วกว่าเรือ Olympic

ทว่า ในปี 2004 สมาคมธรณีวิทยาแห่งอเมริกาตีพิมพ์บทความวิชาการโดยวิศวกร Robert H. Essenhigh ด้วยทฤษฎีที่แตกต่าง โดยอ้างว่าแท้จริงแล้วที่กัปตันเร่งคือการเผาถ่านหินให้ไหม้เร็วที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีที่เราได้กล่าวไปในข้างต้นว่า นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เรือจมไม่ใช่เพราะชนภูเขาน้ำแข็ง

 

อะไรทำให้เรือแตกออกเป็น 2 ชิ้น?

ในวันที่ 1 กันยายน 1985 Robert Ballard นักสำรวจมหาสมุทรค้นพบซากปรักหักพังลึกลงไปาว 4 กิโลเมตรจากผิวน้ำมหาสมุทรพร้อมกับข่าวที่น่าประหลาดใจว่าเรือไททานิคนั้นได้แตกออกเป็นสองส่วนก่อนที่จะจม

ก่อนหน้านี้ ทุกคนเชื่อว่าเรือทรุดตัวลงหลังจากชนกับภูเขาน้ำแข็งในขณะที่เร่งความเร็วอย่างบ้าคลั่งเพื่อผ่านน่านน้ำที่เย็นเฉียบใกล้ชายฝั่งของ Newfoundland การค้นพบของ Ballard นำไปสู่ทฤษฎีใหม่ที่ว่า จริงๆ แล้วเป็นเพราะการใช้วัสดุที่ไม่ได้คุณภาพมาสร้างเรือ จึงทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น

 

หรือจริงๆ แล้วไททานิคถูกตอร์ปิโดเล่นงาน?

มีบางคนเชื่อว่าสาเหตุการจมของเรือลำนี้จริงๆ แล้วเป็นเพราะถูกเรือดำน้ำของเยอรมันโจมตี ทว่าสิ่งนี้เป็นเพียงทฤษฎีที่ไร้น้ำหนัก

 

จริงๆ แล้วไททานิคชนอะไรกันแน่?

สมมติว่าไททานิคไม่ได้ปะทะกับภูเขาน้ำแข็ง หรือไม่ได้ถูกโจมตีโดยอาวุธใดๆ มันจะปลอดภัยจนถึงที่หมายหรือไม่? เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ แต่กัปตันเรือ L.M. Collins ให้ความเห็นว่าหากไททานิคชนกับภูเขาน้ำแข็งจริง ภูเขาต้องมีขนาดที่ลดลงจากแรงปะทะ ทว่าความเป็นได้ที่มากกว่าคือไททานิคต้องชนน้ำแข็งที่ซ่อนอยู่ใน “แพ็คน้ำแข็ง” (แผ่นน้ำแข็งอายุหลายปีที่ลอยอยู่ใกล้ผิวน้ำมหาสมุทร) ซึ่งเข้าสู่มหาสมุทรแอตแลนติกจากมหาสมุทรอาร์กติก

 

ทำไมเหล่าลูกเรือจึงไม่มีกล้องส่องทางไกล?

ตามปกติแล้วลูกเรือประจำเรือทุกลำต้องมีกล้องส่องทางไกลเพื่อจะได้เห็นอันตรายในเส้นทาง แต่กล้องส่องทางไกลทั้งหมดของไททานิคถูกเก็บไว้ในห้องเก็บของและ “ลั่นกุญแจ” เก็บไว้ โดยที่ลูกเรือที่รอดมาได้อธิบายแค่ว่า “ลืม” นำกุญแจไป สิ่งนี้ทำให้หลายคนคิดว่า จริงๆ แล้วการที่เรือจมอาจเป็นเพราะอยากจะโกงบริษัทประกันหรือเปล่า? หรือมีเหตุผลอื่นๆ ซ่อนอยู่

 

หากมีคำเตือน ทำไมไททานิคถึงเพิกเฉย?

แม้ว่าจะไม่มีกล้องส่องทางไกล แต่ไททานิคน่าจะมีเวลาเปลี่ยนเส้นทางก่อนที่เรือชน เพราะมีการพบว่า S.S. Californian เรือที่อยู่ใกล้เคียงได้มีการวิทยุมาเตือนถึงภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ แต่กลับไม่มีการค้นพบว่า Jack Phillips เจ้าหน้าที่วิทยุประจำเรือนำข้อความนี้มาบอกแก่กัปตัน ซึ่งเหตุผลนั้นก็ยังไม่มีใครรู้ได้ว่าเพราะอะไร?

 

ชาวแคลิฟอร์เนียมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่?

เรือสำราญ S.S. Californian อยู่ห่างจากเรือไททานิคไม่ถึง 20 กิโลเมตร และได้ส่งคำเตือนถึงภูเขาน้ำแข็งไปยังเรือไททานิค ทว่าลูกเรือ S.S. Californian กลับรายงานว่าได้รับความเพิกเฉยต่อสัญญาณที่ส่งไป จึงเป็นที่สงสัยสำหรับผู้คนว่า จริงๆ แล้วเกิดเหตุขัดข้องหรือไม่เคยมีการส่งสัญญาณเตือนกันแน่?

 

ทั้งหมดนี้เป็นข้อสงสัยและคำสันนิษฐานที่มีผู้คิดไว้ อย่างไรก็ตาม จนกว่าจะมีหลักฐานที่พิสูจน์ข้อเท็จจริง หรือเรื่องราวที่น่าเชื่อถือมากเพียงพอประกาLสู่สาธารณะ เรื่องราวของไททานิคก็จะยังคงเป็นความลับและเป็นที่สนใจอยู่ชั่วกาล

 

ที่มา: RD.COM

ร่วมแสดงความคิดเห็น...

SHARE

ดูเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ...