เคล็ดลับความงามของสาวอียิปต์ กับเทคนิคเครื่องสำอางและการแต่งหน้าที่มีมาแต่โบราณ

ความลึกลับของชาวอียิปต์โบราณนั้นมีมากมาย และสิ่งหนึ่งที่เป็นที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยคือเคล็ดลับความงามต่างๆ ที่กลายเป็นปรากฎการณ์ร่วมสมัยและมีอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน

 

เรียกได้ว่าจากราวๆ ยุคแรกของอียิปต์นั้น ทั้งชายและหญิงทุกชนชั้นต่างก็ใช้อายไลเนอร์ อายแชโดว์ และลิปสติกสีแดงกันแล้ว!

น่าสนใจใช่มั้ยล่ะ? หากใครชื่นชอบความงามมาร่วมหาความรู้ไปด้วยกันเลยดีกว่า ว่าเคล็ดลับความงามของราชินีคลีโอพัตราและเนเฟอร์ติตินั้นมีอะไรบ้าง

 

 

#เตรียมผิว

พวกเธอจะขัดผิวด้วยเกลือทะเลเดดซี หรืออาบน้ำนมอย่างหรูหรา มาสก์หน้าด้วยนมและน้ำผึ้ง รวมถึงใช้เม็ดธูปเพื่อดับกลิ่นไม่พึงประสงค์ใต้วงแขน

ปิดท้ายด้วยการใช้ดอกไม้ผสมเครื่องเทศเพื่อบำรุงผิวให้เนียนนุ่มขึ้น ชาวอียิปต์ยังสร้างการแว๊กซ์ขนตามธรรมชาติด้วยการใช้น้ำตาลและน้ำผึ้ง จนได้กลายมาเป็นการแว๊กซ์คล้ายในปัจจุบันในที่สุด

 

 

#เตรียมเครื่องสำอาง

หลังจากเตรียมผิวเรียบร้อยแล้ว เหล่านางกำนัลจะนำส่วนผสมและอุปกรณ์มากมายที่จำเป็นในการแต่งหน้าใส่ในบรรจุภัณฑ์ โดยบรรจุภัณฑ์ของเครื่องสำอางเองก็สามารถสื่อถึงสถานะทางสังคมได้

เช่นว่า หากมีสถานะทางสังคมชั้นสูงก็จะใช้แก้ว ทองคำ หรือหินมีค่า แกะให้มีลักษณะคล้ายกับสัตว์ หรือเทพธิดา เป็นต้น

 

 

สัญลักษณ์เหล่านี้แสดงถึงการเกิดใหม่และการฟื้นฟู เชื่อว่าจะสร้างสิ่งพิเศษให้ผู้ที่ถูกแต่งหน้ามีพลังมากขึ้นเอาชนะสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ได้

นางกำนัลจะสร้างอายแชโดว์โดยผสมแป้งมรกตกับไขมันสัตว์หรือน้ำมันพืช ก่อนจะนำมาทาตาด้วยงาช้างที่ถูกแกะสลักเป็นรูปเทพีฮาเธอร์ หรือสัตว์ต่างๆ เป็นต้น

 

 

#ลิปสติก

ขั้นตอนสุดท้ายคือการทาลิปสติกสีแดง ซึ่งเป็นสีคลาสสิกจนถึงปัจจุบัน ในการทำสีนั้นมักจะใช้สีเหลืองผสมกับไขมันสัตว์หรือน้ำมันพืชด้วย ซึ่งเคล็ดลับของราชินีคลีโอพัตราก็คือการบดขยี้แมลงและนำไปผสม เพราะจะยิ่งทำให้มีเฉดสีแดงที่ตรงใจเธอ

อย่างไรก็ตาม การสร้างสีลิปสติกนั้นอาจเกิดสารพิษขึ้นได้ เพราะมักจะถูกผสมกับสีย้อมที่สกัดจากไอโอดีน และโบรมีน นำไปสู่การเจ็บป่วยที่รุนแรง เชื่อว่านี่อาจเป็นที่มาของวลีที่ว่า ‘จูบแห่งความตาย‘ (kiss of death) ก็เป็นได้

 

 

อย่างไรก็ตาม ในอียิปต์โบราณนอกจากเครื่องสำอางจะใช้เพื่อความสวยงามแล้ว มันยังถูกใช้ในพิธีกรรม หรือแสดงถึงความหมายเชิงสัญลักษณ์สื่อถึงอะไรบางอย่างอีกด้วย นับเป็นเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

 

ที่มา: artsycnn

ร่วมแสดงความคิดเห็น...

SHARE

ดูเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ...