ทำความรู้จัก 13 ธรรมเนียมปฏิบัติของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ไปเยือนครั้งใดจะได้ไม่พลาด

แน่นอนว่าแต่ละประเทศย่อมมีวัฒนธรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนกัน โดยอาจเป็นผลมาจากความเชื่อ ศาสนา หรือปัจจัยอื่นๆ ที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดคำว่า Culture shock ขึ้นมาเมื่อเราไปเยือนต่างประเทศ ดังเช่นประเพณีเหล่านี้ที่อาจทำให้คุณรู้สึกแปลกใจในสิ่งที่พวกเขากระทำ

 

1. ที่อินเดียไม่มีกระดาษชำระ

ที่อินเดียจะมีน้ำในถังเล็กๆ วางไว้แทนการใช้กระดาษชำระ ซึ่งการใช้ทิชชู่นั้นเป็นแนวคิดที่ไม่ค่อยดีนักสำหรับพวกเขา เพราะมองว่าเป็นการทำให้ท่ออุดตัน และเป็นสาเหตุของขยะที่เพิ่มขึ้น

 

2. ที่อินโดนีเซียไม่ใช้ห้องน้ำหลังแต่งงาน

ในชุมชน Tidong ประเทศอินโดนีเซีย คู่สมรสไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าห้องน้ำเป็นเวลา 3 วันหลังจากแต่งงาน หากฝ่าฝืนถือว่าเป็นลางร้ายสำหรับชีวิตคู่ โดยจะมีสมาชิกในครอบครัวคอยสังเกตการณ์เพื่อไม่ให้บ่าวสาวทำลายประเพณีที่ดีนี้ และให้พวกเขารับประทานอาหารและน้ำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

3. ชนเผ่ามาไซทักทายกันด้วยการถ่มน้ำลาย

การถ่มน้ำลายอาจเป็นเรื่องหยาบคายในบางประเทศ แต่สำหรับชนเผ่ามาไซ ที่ประเทศเคนย่าเป็นวิธีแสดงความเคารพและทักทายตามประเพณี โดยพวกเขาจะถ่มน้ำลายใส่มือก่อนจะจับมือกัน ซึ่งพวกเขายังปฏิบัติเช่นนี้กับทารกแรกเกิด หรือแม้แต่การอวยพรแก่เจ้าสาว

 

4. ที่เม็กซิโกไม่นิยมให้ดอกกุหลาบสีเหลือง

กุหลาบเป็นดอกไม้ยอดนิยมสำหรับผู้คนในหลายๆ ประเทศ เช่นเดียวกับเม็กซิโก แต่มีข้อห้ามว่าไม่ควรให้ดอกกุหลาบสีเหลือง เพราะสีเหลืองในวัฒนธรรมของชาวเม็กซิกันหมายถึงความตาย

 

5. ที่เยอรมันจะทำจานให้แตกเป็นเสี่ยงๆ ก่อนการแต่งงาน

ไม่กี่สัปดาห์ก่อนการแต่งงานของชาวเยอรมนี จะมีประเพณีที่รู้จักกันในชื่อ Polterabend เกิดขึ้น โดยแขกของคู่บ่าวสาวจะนำเครื่องปั้นดินเผามาทุบทำลายที่บ้านของคู่รัก หลังจากนั้นบ่าวสาวก็ต้องเก็บกวาดทำความสะอาดให้เรียบร้อย โดยเชื่อว่าการทำเช่นนี้จะนำความโชคดีมาสู่ชีวิตคู่

 

6. โยนซินนามอนใส่คนโสด ที่เดนมาร์ก

เป็นประเพณีเก่าแก่ของเดนมาร์กที่สืบทอดมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 โดยใครที่ยังโสดในวันเกิด เพื่อนๆ ของพวกเขาจะพากันมาโยนซินนามอนใส่ โดยอ้างอิงจากการที่พ่อค้าเครื่องเทศชาวเดนมาร์กที่ไม่มีเวลาสำหรับการแต่งงาน เนื่องจากต้องท่องไปทั่วทวีป

 

7. การมาสายของเวเนซูเอลา

การตรงต่อเวลาเป็นเรื่องซีเรียสในหลายๆ ประเทศ แต่กลับเป็นกรณียกเว้นสำหรับเวเนซุเอลา เพราะไม่ว่าจะเป็นการประชุม ไปงานปาร์ตี้ สำหรับเวเนซุเอลาถือเป็นเรื่องปกติที่ผู้คนจะมาถึงช้ากว่าแผนเดิมที่วางไว้

เช่น การออกงานสังคมมักจะมาถึงงานช้ากว่าครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง และถ้ายิ่งเป็นแขกวีไอพียิ่งจะมาช้ามากเพื่อให้การปรากฏตัวในงานดูน่าทึ่งสมกับเป็นคนสำคัญที่ทุกสายตาต้องจับจ้องมอง

 

8. อย่าชนแก้วก่อนดื่ม ที่ประเทศฮังการี

เมื่อไปเที่ยวฮังการีคุณอาจแปลกใจเมื่อพบว่าผู้คนไม่ชนแก้วกันที่บาร์ ประเพณีทางประวัติศาสตร์นี้เริ่มขึ้นในปี 1848 เมื่อออสเตรียเอาชนะการปฏิวัติฮังการีและเฉลิมฉลองด้วยการชนแก้ว ้วยเหตุนี้ชาวฮังการีจึงตัดสินใจไม่ชนแก้วกัน

 

9. ให้มดกระสุนกัด ที่บราซิล

ในชนเผ่า Sateré-Mawé ของประเทศบราซิล เมื่อเด็กชายมีอายุครบ 13 ปี พวกเขาต้องผ่านพิธีกรรมที่เรียกว่า Bullet and Ant Initiation โดยสวมถุงมือที่เต็มไปด้วยมดกระสุน เพื่อทดสอบความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตใจสำหรับเตรียมความพร้อมสู่การเป็นนักรบแบบเต็มตัว (ซึ่งมดกระสุนเป็นหนึ่งในแมลงที่กัดต่อยที่เจ็บปวดที่สุดในโลก)

 

10. สวมหมวกเหลือง-เขียวสำหรับสาวโสด ที่ฝรั่งเศส

ทุกวันที่ 25 พฤศจิกายนของชาวฝรั่งเศสถือเป็นวันฉลองนักบุญแคเธอริน ซึ่งเป็นนักบุญที่ยังไม่ได้สมรส ในวันนี้หญิงสาวที่มีอายุครบ 25 ปีจะสวมหมวกสีเขียวและสีเหลืองซึ่งแสดงถึงภูมิปัญญาและศรัทธา ในขณะที่บางคนก็คาดหวังว่าจะได้แต่งงานในไม่ช้า แต่สำหรับบางคนพวกเขาก็ภาคภูมิใจในชีวิตโสด

 

11. ที่แอฟริกาใต้ให้โยนเฟอร์นิเจอร์ออกนอกหน้าต่างในวันส่งท้ายปี

ความเชื่อเรื่องการโยนเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่ใช้แล้วออกนอกบ้านเปรียบเสมือนกับการโยนความคับข้องหมองใจในอดีตทิ้งไป และเป็นการตั้งความหวังกับการเริ่มต้นใหม่ โดยนิยมทำในวันส่งท้ายปีเก่า

 

12. ประชุมธุรกิจในห้องซาวน่า ที่ประเทศฟินแลนด์

ซาวน่าเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมชาวฟินแลนด์มาช้านาน ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่พวกเขามักใช้ห้องซาวน่าเป็นสถานที่หารือทางธุรกิจ หรือแม้กระทั่งพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการเมือง

 

13. ไม่ควรใช้มือซ้ายในแถบตะวันออกกลาง

หลายประเทศในตะวันออกกลาง การทักทาย หรือการกินอาหารด้วยมือซ้ายนั้นถือเป็นเรื่องที่หยาบคายและไม่ถูกสุขลักษณะ เนื่องจากมือซ้ายมักใช้ทำความสะอาดหลังการเข้าห้องน้ำ เหมือนกับว่ามือข้างที่สกปรกก็ไม่ควรใช้บนโต๊ะอาหารหรือแม้แต่ใช้ทักทายเพื่อน

 

การปฏิบัติตนให้เข้ากับวัฒนธรรมของแต่ละประเทศเป็นเรื่องที่สำคัญ ทั้งถือเป็นการเคารพสถานที่ที่ไป และเพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้ดูประหลาดในสายตาคนท้องถิ่น

 

ที่มา: brightside

ร่วมแสดงความคิดเห็น...

SHARE

ดูเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ...