9 เรื่องพิศวง ที่แม้แต่นักโบราณคดี ก็ไม่สามารถอธิบายถึงสิ่งที่พวกเขาค้นพบได้

มีเรื่องลึกลับทางโบราณคดีอยู่มากที่ไม่อาจอธิบายต้นสายปลายเหตุได้ ทั้งขาดหลักฐาน และข้อมูลที่ใช้ประกอบการพิจารณา หรือกระทั่งการทำลายอนุสรณ์สถานทางโบราณคดี จนบางครั้งต้องทิ้งให้ทุกสิ่งอยู่ภายใต้ปริศนาที่ไขไม่กระจ่าง

และต่อไปนี้คือเรื่องราวที่ไม่อาจอธิบายได้ชัดเจนแม้ว่าจะอยู่ในศตวรรษที่ 21 แล้วก็ตาม…

 

1. The Tomb of the Red Queen เม็กซิโก

เมื่อปี 1994 นักโบราณคดีค้นพบห้องบรรจุศพใน Palenque (เมืองมายา) ซึ่งพวกเขาค้นพบโลง และซากศพที่ปกคลุมไปด้วยผงสีแดง มีไข่มุก และไตอยู่ด้านใน รอบกะโหลกศีรษะประดับด้วยมงกุฎและชิ้นส่วนที่เป็นหน้ากากฝังศพ

จากการศึกษาพบว่า Red Queen มีพระชนมายุที่ 60 พรรษา ทั้งหมดนี้กลายเป็นเรื่องน่าสนใจเพราะอำนาจในสมัยก่อนสามารถสืบทอดได้โดยผู้ชายเท่านั้น สุภาพสตรีไม่อาจได้รับเกียรติในลักษณะเช่นนี้

 

2. Man of La Venta เม็กซิโก ปี 1947

ภาพที่เห็นอยู่นี้คือนักโบราณคดีกำลังศึกษาศีรษะหินขนาดยักษ์ของชาวโอลเมก (Olmec) ที่ La Venta ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 17 หัว ปรากฏขึ้นมาพร้อมกับคำถามมากมายที่ไม่กระจ่างนัก เช่น คนในสมัยนั้นสร้างรูปปั้นที่ใหญ่ และหนักเช่นนี้ได้อย่างไร? เครื่องมือชนิดไหนกันที่นำมาสร้าง และการขนส่งทำได้อย่างไร? และทำไมถึงต้องการปั้นศีรษะขนาดใหญ่เช่นนี้?

 

3. Winchester Rifle Model 1873

ปีน Winchester กระบอกนี้ถูกพบในลักษณะพิงกับต้นไม้ที่อุทยานแห่งชาติ Great Basin ในรัฐยูทาห์ ซึ่งเมื่อปี 1870 เริ่มมีเหมืองแร่ และฟาร์มปศุสัตว์ปรากฎให้เห็นในพื้นที่นั้น แต่น่าแปลกใจที่ไม่มีใครได้สัมผัสปืนไรเฟิลนี้มานานกว่า 100 ปี

 

4. Lost City of Kalahari Desert ที่แอฟริกาใต้

ปี 1885 นักเดินทาง และนักประดิษฐ์ The Great Farini ได้เขียนรายงานเกี่ยวกับเมืองลึกลับที่เขาพบในทะเลทราย และส่งรายงานไปยัง Royal Geographical Society ของสหราชอาณาจักร ต่อมาได้เผยแพร่หนังสือที่เขาอธิบายถึงการค้นพบ

โดยอ้างว่าเมืองแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในโครงสร้างโค้ง บางส่วนถูกซ่อนไว้ใต้ทะเลทราย ศาสตราจารย์ A. J. Clement ได้ค้นคว้าเรื่องนี้ และสันนิษฐานว่าเมืองในรายงานนั้นเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์หินที่ละม้ายคล้ายกับฝาผนัง

ในปี 2016 หลังจากการเดินทางไปยัง Kalahari อีกครัง ในที่สุดนักวิทยาศาสตร์ก็ได้ค้นพบหินที่อธิบายไว้ในรายงานของ Farini แต่ยังไม่ทราบว่าผนังเหล่านี้เป็นของจริงหรือของปลอม

 

5. The Tomb of Alexander the Great

แหล่งอ้างอิงหนึ่งกล่าวว่า ร่างของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชได้รับการบรรจุไว้ในโลงศพสีทอง ถูกส่งไปยังเมืองเมมฟิส แล้วส่งต่อไปที่เมืองอเล็กซานเดรีย ก่อนที่ร่างของพระองค์จะหายไป

ต่อมามีรายงานว่าโลงศพของอเล็กซานเดอร์ถูกพบที่เมืองไซดอน (เลบานอน) แต่แท้จริงแล้วเป็นโลงศพของกษัตริย์แห่งไซดอน

และในปี 2014 มีการค้นพบโครงกระดูกในมาซิโดเนียตอนกลาง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าอาจเป็นโครงกระดูกของอเล็กซานเดอร์

 

6. พบมัมมี่ใน San Bernardo ประเทศโคลัมเบีย

ในปี 1957 สุสานในท้องถิ่นถูกน้ำท่วม และประชาชนต้องนำซากศพออกจากที่นั่น แต่ผู้คนต่างประหลาดใจเพราะศพบางส่วนถูกทำเป็นมัมมี่บรรจุอยู่ในโลงศพ

 

7. สุสานของเจงกีส ข่าน

ปัจจุบันสุสานของเจงกีส ข่านจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ยังคงเป็นความลับ ตามที่เจงกีส ข่านประสงค์ไม่ให้ใครล่วงรู้ แม้ว่า Maury Kravitz นักโบราณคดีผู้ที่อุทิศเวลากว่า 40 ปีในการค้นหาสุสานก็ยังไม่สามารถพบได้

 

8. Maury Kravitz ประเทศบัลแกเรีย

หลุมฝังศพนี้ตั้งอยู่บนอาณาบริเวณของหลุมหลบภัย Anhialo ในสมัยที่โรมันปกครอง ซึ่งหลุมฝังศพรวมเอาทั้งประเพณีธราเซียน และโรมันเข้าด้วยกัน

นักวิจัยบางท่านคิดว่าสุสานนี้คืออนุสาวรีย์สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่วีรบุรุษในช่วงเวลานั้น ซึ่งการศึกษายังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง เพราะนักวิทยาศาสตร์ต้องการทราบถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงในการก่อสร้างนี้

 

9. Sibiu Manuscript ประเทศโรมาเนีย

Sibiu Manuscript เป็นเอกสารฉบับแรกที่อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับจรวด โดย Conrad Haas นักวิทยาศาสตร์ในยุคกลาง ผู้ประสบความสำเร็จในการอธิบายการปล่อยตัวจรวดในแบบหลายขั้นตอน และเมื่อปี 1555 Hass ยังได้อธิบายถึงยานอวกาศสมัยใหม่ อีกทั้งยังเขียนเกี่ยวกับเชื้อเพลิงจรวดด้วย

 

ที่มา brightside

ร่วมแสดงความคิดเห็น...

SHARE

ดูเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ...