9 เคล็ดลับรักษาเท้าจาก “อาการเล็บขบ” ที่ทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง

เล็บขบ คือ ภาวะที่เล็บงอก หรือทิ่มเข้าไปที่ผิวหนังบริเวณปลายเล็บ ซึ่งจะเกิดได้บ่อยกับนิ้วเท้าโดยเฉพาะนิ้วหัวแม่เท้า มีผลทำให้เกิดความเจ็บปวด บวม แดง อักเสบ หรือบางครั้งอาจทำให้เกิดการติดเชื้อขึ้นได้

สาเหตุของเล็บขบที่พบได้บ่อยนั้น มักมาจากการตัดเล็บที่สั้นเกินไป ใส่ถุงเท้าแน่นเกินไป หรือการสวมรองเท้าที่คับเกินไปจนไปกดเล็บเท้า มีเล็บที่รูปร่างโค้งผิดปกติ รวมถึงความบกพร่องทางพันธุกรรม และการไม่ดูแลสุขอนามัยของเท้า

 

 

สำหรับใครที่มีปัญหาเล็บขบสามารถแก้ไข และรักษาด้วยวิธีง่ายๆ ดังต่อไปนี้

 

1. แช่เท้าด้วยดีเกลือ

แช่เท้าด้วยน้ำอุ่นผสมดีเกลือจะช่วยลดความเจ็บปวดจากการอักเสบ และจะทำให้เล็บนุ่มลง ง่ายต่อการตัดทิ้ง วิธีทำก็คือ ผสมดีเกลือ 2 ช้อนโต๊ะลงในน้ำอุ่น แช่เท้าไว้ 15-20 นาที ทำประมาณ 3 ครั้งต่อวัน

 

2. รักษาด้วยน้ำส้มสายชูหมักจากผลแอปเปิล

สามารถใช้น้ำส้มสายชูหมักจากผลแอปเปิลสำหรับฆ่าเชื้อโรค และมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ สิ่งนี้จะช่วยป้องกันการติดเชื้อ และลดอาการบวมได้ วิธีทำคือแช่ก้อนสำลีลงในน้ำส้มสายชู ประคบที่นิ้ว และพันทิ้งไว้ 2-3 ชม. จากนั้นทิ้งไว้ให้แห้ง

 

3. พอกด้วยขมิ้น

ผสมผงขมิ้น 1/2 ช้อนชากับมัสตาร์ดออยล์ 1/2 ช้อนโต๊ะ แล้วนำไปประคบไว้บริเวณที่เป็นเล็บขบ และใช้ผ้าพันแผลพันไว้ จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 1 ชม. ทำวันละ 2-3 ครั้ง ขมิ้นมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ และบรรเทาอาการปวด ลดอาการบวมที่เกิดขึ้น

 

4. ใช้น้ำมะนาว และน้ำผึ้งในการรักษา

หยดน้ำมะนาว และน้ำผึ้งลงบนเล็บเท้าที่เกิดเล็บขบเล็กน้อย จากนั้นใช้ผ้าพันแผลพันทิ้งไว้ข้ามคืน ทำซ้ำทุกเย็นจนกว่าจะหายดี น้ำมะนาว และน้ำผึ้งจะช่วยลดอาการติดเชื้อ

 

5. ใช้สำลีชิ้นเล็กๆ สอดไว้ใต้เล็บ

ค่อยๆ ใช้แหนบยกเล็บเท้าขึ้น จากนั้นสอดสำลีชิ้นเล็กๆ ไว้ใต้เล็บเพื่อลดอาการเจ็บปวด

 

6. งัดเล็บขบด้วยไหมขัดฟัน

แช่เท้าให้เล็บนุ่มลงจากนั้นค่อยๆ ยกเล็บขบด้วยไหมขัดฟันที่สะอาด และตัดส่วนเกินออก

 

7. ตัดเล็บเท้าให้ถูกต้อง

การตัดเล็บที่ถูกต้องต้องเริ่มตัดจากขอบเล็บ แต่อย่าตัดจนสั้นเกินไป และอย่าลืมตะไบเล็บให้เรียบร้อย และตัดเล็บทุกๆ 2-3 สัปดาห์

 

8. เลือกใช้รองเท้าที่สวมใส่สบาย

เลือกใช้ถุงเท้า และรองเท้าที่สวมใส่สบายไม่รัดแน่นจนเกินไป รวมทั้งใส่รองเท้าส้นสูงให้น้อยลง เพื่อลดโอกาสการเกิดเล็บขบ

 

9. พบแพทย์

หากทำวิธีที่แนะนำมาทั้งหมดแล้วไม่ได้ผล ควรไปพบแพทย์เพื่อหาวิธีรักษาที่เหมาะสม เท้าของคุณจะได้ไม่เจ็บปวด หรือติดเชื้อ ซึ่งจะทำให้รักษายากขึ้น

 

ที่มา:  brightside, pobpad

loading...

ร่วมแสดงความคิดเห็น...

SHARE

ดูเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ...