Binge Eating Disorder โรคกินไม่รู้จักอิ่ม มาเช็คกันด่วนว่าคุณมีอาการนี้หรือไม่!?

เชื่อว่าอาการกินจุ๊บจิ๊บทั้งวันเกิดขึ้นได้กับหลายคน แต่หากลองสังเกตตัวเองแล้วพบว่าที่กิน ๆ เข้าไปนั้นเกินกว่าคำว่าจุ๊บจิ๊บแถมยังมีพฤติกรรมกินได้ครั้งละมาก ๆ กินแบบไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอบ่อยครั้งในแต่ละสัปดาห์ ขอให้สันนิษฐานไปในด้านลบก่อนเลยว่าคุณกำลังป่วยด้วยโรค Binge eating disorder อยู่

Binge eating disorder คืออาการของคนที่กินอาหารได้ครั้งละมาก ๆ และมักจะกินในเวลาอันรวดเร็ว แถมยังแตกต่างจากโรคกินผิดปกติอื่น ๆ อย่างอะนาเล็กเซีย หรือโรคคลั่งผอม เพราะผู้ป่วยโรค Binge eating disorder บางเคสมักจะไม่พยายามล้วงคอเอาของที่กินไปออกมาหรือพยายามออกกำลังกายเพื่อกำจัดแคลอรีที่กินเข้าไปแต่อย่างใด ทว่าอาจจะมีความรู้สึกผิดและรู้สึกแย่กับพฤติกรรมกินไม่ยั้งของตัวเองแทน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงมีพฤติกรรมกินเยอะอีกเรื่อย ๆ (เป็นช่วง ๆ) เหมือนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

 

 

Binge eating disorder เกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง ?

สาเหตุของโรค Binge eating disorder อาจยังไม่มีการฟันธงอย่างแน่ชัด แต่ทางการแพทย์สันนิษฐานว่าอาจเกิดได้จาก 3 สาเหตุคือ 1. ความเครียด ความกังวลที่ค่อนข้างมีอิทธิพลต่อผู้ป่วยมาก เช่น กังวลในรูปร่างของตัวเอง หรือกลัวอ้วนขึ้นมาก ๆ 2. พฤติกรรมลดน้ำหนักแบบผิด ๆ เช่น อดมื้อกินมื้อ หรือพยายามงดอาหารจนแทบไม่ได้กินอะไรในแต่ละวัน 3. ปัญหาทางครอบครัวที่ฝังลึกในจิตใจหรือความกดดันทางสังคมจนก่อให้เกิดความเครียด

 

Binge eating disorder ใครเสี่ยงบ้าง

โรค Binge eating disorder พบมากในช่วงวัยรุ่นตอนปลายเกิดในช่วงอายุประมาณ 23 ปี โดยเฉลี่ยมีแนวโน้มจะพัฒนามาจากโรคกินผิดปกติอย่างโรคคลั่งผอม จนมาเป็น Binge eating disorder และโดยเฉลี่ยของผู้ป่วยด้วยโรคนี้จะเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

นอกจากนี้ผู้ป่วยโรค Binge eating disorder มักจะเป็นคนที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยได้ ไม่ว่าจะกับเรื่องไหนก็ตาม อีกทั้งกับคนที่ชอบให้รางวัลตัวเองด้วยการกิน กินเพื่อคลายเครียดหรือรู้สึกอะไรก็มักจะกิน คนกลุ่มนี้ก็มีความเสี่ยงเป็นโรค Binge eating disorder มากกว่าคนอื่น ๆ ด้วย

 

 

โรค Binge eating disorder อันตรายแค่ไหน ?

แม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรงมากนัก แต่ก็สามารถกระทบกับการดำเนินชีวิตและสภาพจิตใจของผู้ป่วยได้ นอกจากนี้หากไม่รักษาอาการ Binge eating disorder อย่างเหมาะสม พฤติกรรมกินเยอะเป็นช่วง ๆ อาจนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพเหล่านี้คือ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ,โรคอ้วน ,โรคความดันโลหิตสูง ,โรคหัวใจ ,ปัญหานอนไม่หลับ, ปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ,อาการเจ็บที่กระดูก ข้อต่อ และกล้ามเนื้อ ,ประจำเดือนมาไม่ปกติ

 

Binge eating disorder อาการอย่างนี้ล่ะใช่แน่ ๆ คือ รับประทานอาหารมากกว่าปกติ มากกว่าที่คนอื่น ๆ เขากินกัน, ทุกครั้งที่เริ่มรับประทานอาหารเหมือนจะควบคุมปริมาณอาหารที่กินเข้าไปไม่ได้ ,กินอาหารด้วยความรวดเร็วเสมอ ,ยังคงกินอีกได้เรื่อย ๆ แม้จะรู้สึกอิ่มจนแน่นท้องแล้วก็ตาม ,สามารถกินอาหารในปริมาณมาก ๆ ได้ แม้จะไม่รู้สึกหิวเลยสักนิด ,ทุกครั้งที่เกิดอาการก็มักจะหลบไปกินคนเดียว เพราะอายที่จะให้ใครรู้ว่าตัวเองกินอาหารได้เยอะขนาดไหน ,ยิ่งเครียด ยิ่งอารมณ์เสีย ยิ่งกิน ,จะรู้สึกผิดและรู้สึกแย่ทุกครั้ง หลังกินอาหารมื้อใหญ่เข้าไปแล้ว

นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายอาจมีพฤติกรรม หรือการแสดงออกทางอารมณ์เหล่านี้ร่วมด้วยคือ มีพฤติกรรมกินอาหารอย่างลับ ๆ ชอบกักตุนอาหาร หรือขโมยอาหารมากินคนเดียว, กังวลกับน้ำหนักตัวและรูปร่าง, พยายามอย่างมากที่จะควบคุมตนเอง หรือพยายามลดน้ำหนักอย่างหักโหมเกินพอดี แต่ก็เหมือนเอาชนะใจตัวเองไม่สำเร็จสักเท่าไร, รู้สึกเกลียดตัวเองทุกครั้งที่เกิดอาการ Binge eating disorder

หากสำรวจตัวเองแล้วพบว่ามีอาการเกินกว่า 3 ข้อขึ้นไป และมักจะมีอาการอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์ นั่นอาจแปลว่าคุณกำลังป่วยโรค Binge eating disorder และควรได้รับการรักษา

 

 

Binge eating disorder รักษาได้ ด้วยวิธีต่อไปนี้

1. บำบัดทางจิต นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์จะใช้วิธีพฤติกรรมบำบัด และค่อย ๆ ปรับทัศนคติต่อการลดน้ำหนัก การระบายอารมณ์ ความเครียด และปรับพฤติกรรมการกินให้เป็นปกติอย่างค่อยเป็นค่อยไป

2. รักษาด้วยยา จิตแพทย์อาจให้ยาในกลุ่มยาคลายเครียดเพื่อลดอาการ Binge eating disorder ร่วมกับการบำบัดทางจิต ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการเครียดหนักมาก

3. บำบัดพฤติกรรมลดน้ำหนัก วิธีนี้เหมาะจะรักษาผู้ป่วยโรค Binge eating disorder ที่มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมลดน้ำหนักผิดวิธี โดยจะจัดให้ผู้ป่วยเข้าคอร์สลดน้ำหนักอย่างถูกต้องด้วยเทรนเนอร์และนักโภชนาการ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่คอร์สรับประทานอาหาร วิธีการออกกำลังกาย และการติดตามผล

อย่างไรก็ตามโรค Binge eating disorder เป็นโรคที่ผู้ป่วยมักจะแอบซ่อนพฤติกรรมบ่งชี้โรคไว้กับตัวเองคนเดียว ดังนั้นการรักษาจึงจำเป็นต้องเริ่มจากการยอมรับว่าตัวเองเป็นผู้ป่วยเสียก่อนและอย่ากังวลว่าการเข้าพบจิตแพทย์จะแปลว่าเราเป็นผู้ป่วยโรคจิต คิดไว้อย่างเดียวว่าหากรักษาตัวเองหายจากโรค Binge eating disorder ได้เมื่อไร เราก็จะใช้ชีวิตได้ตามปกติสุขเมื่อนั้น

ร่วมแสดงความคิดเห็น...

SHARE

ดูเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ...