เด็กหนุ่มผู้บกพร่องทางพัฒนาการ ที่ได้รับการขนานนามว่า “ไอน์สไตน์คนต่อไป”

ย้อนกลับไปสิบกว่าปีก่อน Kristine Barnett หญิงชาวอเมริกันถึงกับหมดหวัง เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่า Jacob Barnett ลูกชายวัย 2 ขวบของเธอ ป่วยเป็นโรคออทิสติก เพราะในช่วงวัย 14 เดือนที่ผ่านมา เจค็อบไม่เคยพูด ไม่แสดงสีหน้าอารมณ์ และชอบทำอะไรคนเดียวซ้ำไปซ้ำมา

 

จนกระทั่งเจค็อบส่งสัญญาณให้รู้ว่าแพทย์วินิจฉัยผิด ก่อนจะเผยแววอัจฉริยะออกมา เพราะเจค็อบเรียนรู้ตัวอักษรได้ก่อนที่เขาจะหัดเดิน ฟังคำสั้นๆ รู้เรื่องก่อนจะอายุครบ 1 ขวบ เสียอีก

 

jacop1

 

วันหนึ่งในช่วงหน้าร้อน คริสตินและครอบครัวไปพักร้อนที่ต่างจังหวัด คืนนั้นเธอพาลูกชายขึ้นไปนอนดูดาวบนหลังคารถ เจค็อบดูจะสนใจสิ่งที่อยู่บนท้องฟ้ามาก เมื่อกลับมาบ้านคุณแม่จึงตัดสินใจพาเจค็อบไปงานบรรยายเรื่อง “ดาวอังคาร” ที่ท้องฟ้าจำลอง

 

ระหว่างบรรยาย วิทยากรก็ถามขึ้นมาว่า “มีใครทราบหรือไม่ว่า ทำไมดวงจันทร์ที่โคจรรอบดาวอังคารจึงมีลักษณะเป็นรูปไข่” ปรากฏว่า จู่ๆ เจ้าหนูเจค็อบยกมือขึ้น แล้วถามว่า “ขอโทษนะครับ คุณช่วยบอกขนาดของดวงจันทร์ได้ไหม”

 

วิทยากรตอบคำถามเขา แล้วเจค็อบก็อธิบายออกมาว่า “เป็นเพราะดวงจันทร์ที่โคจรรอบดาวอังคารมีขนาดเล็ก มันจึงมีมวลขนาดเล็ก ดังนั้น ดวงจันทร์จึงไม่มีแรงโน้มถ่วงมากพอที่จะคงรูปเป็นทรงกลมโดยสมบูรณ์” ทุกคนที่ได้ยินต่างเงียบด้วยความทึ่งในความสามารถของเจค็อบ

 

นั่นเป็นครั้งแรกที่คริสตินได้ฟังบทสนทนาที่ยาวที่สุดจากปากลูกชายของเธอในวัยเพียง 3 ขวบ

 

jacob2

 

ที่จริงแล้ว เจค็อบป่วยเป็น แอสเพอร์เกอร์ (Asperger”s Syndrome) ซึ่งอาการมีลักษณะใกล้เคียงกับออทิสติกมาก โดยเป็นความบกพร่องทางพัฒนาการรูปแบบหนึ่งที่มีความผิดปกติของพัฒนาการด้านสังคม และการสื่อสาร

 

แอสเพอร์เกอร์ ก็คือออทิสติกที่มีศักยภาพสูงกว่า และมีปัญหามากกว่าในทักษะการเข้าสังคมโดยเฉพาะการสื่อสารและการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพราะไม่สามารถเข้าใจความหมายของการประชดเปรียบเปรยได้นั่นเอง

 

แต่เจค็อบได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาแตกต่างจากคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับการดูแลอย่างดีจากครอบครัว แม้ว่าครอบครัวต้องเผชิญกับลูกชายทั้ง 3 คน ที่มีภาวะบกพร่องคล้ายๆ กัน

 

เจค็อบกลายเป็นเด็กหัวกะทิของโรงเรียน มีไอคิวอยู่ในระดับ 170 ซึ่งสูงกว่าไอคิวของ “ไอน์สไตน์” ยอดอัจฉริยะฟิลิกส์โลก ในวัย 8 ขวบ เจค็อบเข้าเรียนสาขาดาราศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยอินเดียน่า จบจากมหาวิทยาลัยเปอร์ดู ในวัย 10 ขวบ และตอนนี้กำลังศึกษาระดับปริญญาโทเพื่อที่จะต่อปริญญาเอก ในสาขาควอนตั้มฟิสิกส์

 

jacob3

 

“ผมใช้เวลาตลอดปิดเทอมนั่งวาดรูปทรงเรขาคณิตในความคิดของผม นับ 100 รูปทรง ลงบนกระดาษเป็นพันๆ ใบ จนกระทั่งผมสามารถแก้ปัญหาโจทย์ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ได้ ผมเลยมานั่งคิดว่า มันเปลืองกระดาษ เลยย้ายไปเขียนบนไวต์บอร์ด และบานหน้าต่าง ผมยังพยายามพิสูจน์ว่าสิ่งที่ผมคิดได้มันเป็นสิ่งผิดหรือไม่ตลอดเวลา ก่อนที่จะย้ายมาครุ่นคิดกับเรื่องสมการคณิตศาสตร์” เจค็อบกล่าว

 

ในที่สุด เจค็อบก็เกิดไอเดียอัดวิดีโอลงเว็บไซต์ยูทูบ เพื่อสอนคณิตศาสตร์แคลคูลัสให้กับผู้ที่สนใจ จนทำให้มีผู้ชมติดตามเป็นจำนวนมาก ทั้งตะลึงกับความสามารถของเด็กชายวัย 15 ปี คนนี้

 

นอกจากนั้น เจค็อบยังพิสูจน์ว่าทฤษฎีของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเก๋าหลายคน ผิดบ้าง หรือขาดความสมบูรณ์บ้าง อย่างทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของ “เซอร์ ไอแซ็ก นิวตัน” ความพิเศษของเจค็อบอยู่ที่เขาไม่ได้รู้จากการเรียน แต่เกิดจากการที่ใช้เวลานั่งขบคิดตัวเลข ถอดสมการ และหารูปทรงด้วยตัวเอง ซึ่งบางครั้งมันคือสูตรคณิตศาสตร์อันนำมาสู่ทฤษฎีฟิสิกส์ที่มีอยู่แล้ว

 

จนทำให้หลายคนจับตาว่าวันหนึ่ง เจค็อบอาจจะสามารถเพิ่มเติมและต่อยอดทฤษฎีสัมพันธภาพ ของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังก้องโลกอย่าง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ก็เป็นได้

 

jacob4

 

ในมุมมองของเจค็อบทุกวันนี้ สิ่งที่ท้าทายมนุษย์มากที่สุดไม่ใช่การแก้ปัญหายากๆ หรือการจะไปถึงสิ่งที่เรียกว่าความสำเร็จ แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่เราควรจะมาทบทวนตนเองอยู่เสมอ สิ่งที่ยากที่สุดคือการที่จะเป็นตัวเองบนโลกที่ทุกคนพยายามทำให้เราเป็นเหมือนคนอื่นๆ ในสังคม

 

ถ้า Gregor Mendel เชื่อทุกอย่างตามทฤษฎีของ Charles Darwin ทุกวันนี้เราคงไม่รู้จักกับยีนส์ หรือพันธุกรรม หากเราเรียนวิทยาศาสตร์จากหน้าหนังสือมากกว่าออกไปทำความเข้าใจจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในธรรมชาติ ก้าวต่อไปของมนุษยชาติคงไม่พ้นรอยเท้าผืนเดิมก็เป็นได้

 

“เราต้องการใครบางคนที่พร้อมจะลืมทุกอย่างที่เคยเรียนมา แล้วแก้โจทย์เดิมที่เผชิญอยู่ด้วยวิธีคิดที่แตกต่างออกไป” – Jacob Barnett

 

ข้อมูลจาก: ข่าวสด

ดูเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ...

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ....

ร่วมแสดงความคิดเห็น...

Powered by Facebook Comments

Leave a Reply