เผยประเทศไทย เป็นแหล่งรับจ้างอุ้มบุญของชายรักร่วมเพศชาวต่างชาติ ปัจจุบันมีมากกว่า 100 ราย!!

เผยชายรักร่วมเพศอิสราเอลที่มาจ้างหญิงไทย “อุ้มบุญ” มีกว่า 100 ราย มีกำหนดคลอดไล่มาตั้งแต่เดือน พ.ย.2556 จนถึงปัจจุบัน ขณะที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพชี้ กรณีชายรักร่วมเพศชาวอิสราเอลมาจ้างหญิงไทยตั้งครรภ์แทน ถือว่ามีความผิดตามมาตรฐานของแพทยสภา

 

surrogacy

 

หลังจากมีการเปิดเผย กรณีมีชายรักร่วมเพศชาวอิสราเอลมาจ้างหญิงไทย “อุ้มบุญ” ตั้งครรภ์แทน แต่ไม่สามารถนำเด็กกลับประเทศได้ เนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศไม่รับรองเอกสารใบสูติบัตร ของเด็กนั้น นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า หากเรื่องที่ชายรักร่วมเพศชาวอิสราเอลมาจ้างหญิงไทยตั้งครรภ์แทนเป็นเรื่องจริง ถือว่ามีความผิดตามมาตรฐานของแพทยสภา เพราะแพทยสภาประกาศมาตรฐานชัดเจนว่า คนที่จะอุ้มบุญได้ต้องเป็นญาติและไม่มีเงินตอบแทน ดังนั้น เมื่อมีการจ้างเกิดขึ้น ก็ถือว่ามีความผิดแน่นอน โดยความผิดนั้นจะเข้าข่ายการผิดมาตรฐานของสถานพยาบาล นอกจากนี้ หากมีเด็กเกิดขึ้นมาจากแม่อุ้มบุญนั้น ปัจจุบันกฎหมายไทยระบุว่า เด็กที่เกิดจากแม่อุ้มบุญจะต้องเป็นลูกของแม่ที่อุ้มท้องเท่านั้น ดังนั้นการจะเอาเด็ก ออกนอกประเทศก็ต้องดำเนินการตามระเบียบของกฎหมายไทย ไม่เช่นนั้นอาจจะเข้าข่ายผิดกฎหมายการค้ามนุษย์

 

วันเดียวกัน น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ลงพื้นที่จัดระเบียบคลินิกใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ที่คลินิกเฉพาะทาง หมอสูตินรี ย่านถนนวิทยุ กรุงเทพฯ และให้สัมภาษณ์ว่า การดำเนินการครั้งนี้ตามนโยบายในการจัดระเบียบคลินิกใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์หรือการทำเด็กหลอดแก้ว จากการตรวจสอบพบว่าคลินิกดังกล่าวมีการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ซึ่งเป็นคลินิกเฉพาะทางสูตินรี เป็นคลินิกที่ขออนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย เป็นคลินิกเวช-กรรมเฉพาะทาง มีผู้ดำเนินการที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง แต่สิ่งที่เข้าข่ายว่าผิดคือคลินิกแห่งนี้ยังไม่ได้ดำเนินการขออนุญาตใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ถือว่าผิดตามประกาศของแพทยสภา ซึ่งเบื้องต้นคลินิกระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมการที่จะขออนุญาต

 

น.ต.นพ.บุญเรืองกล่าวต่อว่า แต่จากการที่คลินิกดังกล่าวไม่ดำเนินการตามประกาศมาตรฐานของแพทยสภาที่ระบุไว้ ถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาลตามมาตรา 34(2) มีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี และได้สั่งให้คลินิกไปขอใบรับรองการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ซึ่งจะนำเรื่องดังกล่าวส่งไปยังแพทยสภาให้ช่วยดูในเรื่องของจริยธรรมว่าแพทย์ที่ไม่ทำตามมาตรฐาน จะต้องได้รับโทษทางจริยธรรมด้วยหรือไม่ การลงตรวจครั้งนี้ก็เพื่อส่งสัญญาณว่า ต่อไปคลินิกที่จะใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ต้องทำตามระเบียบของแพทยสภา ในวันที่ 30 ก.ค.นี้ จะจัดประชุมใหญ่เพื่อชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ คาดว่าจะมีคลินิกเข้าร่วมประชุมประมาณ 300 แห่ง

 

ด้าน นายธงชัย ชาสวัสดิ์ อธิบดีกรมการกงสุล เปิดเผยถึงปัญหาชายรักร่วมเพศชาวอิสราเอลแห่มาจ้างหญิงไทยอุ้มบุญว่า ยอมรับว่าขณะนี้ประเทศไทย เป็นแหล่งรับจ้างอุ้มบุญของชายรักร่วมเพศชาวต่างชาติ เช่น อิสราเอล ออสเตรเลีย บราซิล ยุโรป และอเมริกา เดิมทีชายรักร่วมเพศชาวอิสราเอลไปจ้างหญิงอุ้มบุญที่อินเดีย ต่อมาอินเดียทราบถึงปัญหาดังกล่าวจึงไม่อนุญาตให้หญิงชาวอินเดียรับจ้างอุ้มบุญ ชายรักร่วมเพศอิสราเอลจึงหลบไปจ้างอุ้มบุญที่ประเทศเนปาล เมื่อทางการเนปาลทราบเรื่องก็ไม่อนุญาตอีก ชาวอิสราเอลจึงได้หันมาใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งรับจ้างอุ้มบุญ รวมทั้งชายรักร่วมเพศจากต่างชาติ โดยมีบริษัทนายหน้าติดต่อและดูแลจนกระทั่งนำเด็กกลับประเทศ ตัวเลขหญิงไทยที่รับจ้างชาวอิสราเอลอุ้มบุญและตั้งครรภ์ในปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 100 ราย

 

“ความเห็นส่วนตัวคิดว่าควรคัดค้านการรับจ้าง อุ้มบุญในลักษณะนี้ มันเป็นเหมือนโศกนาฏกรรมสำหรับเด็กที่เกิดมา คือ 1. กรณีหญิงไทยรับจ้างอุ้มบุญ โดยวิธีนำเชื้ออสุจิชายรักร่วมเพศมาผสมกับไข่ของตัวเอง ก็ย่อมมีความผูกพันในสายเลือดเช่นกัน และเด็กเกิดมาเป็นคนไทยก็ต้องได้สัญชาติไทย แต่ก็ต้องยอมให้เด็กแก่ชาย จ้างอุ้มบุญเหมือนการขายลูก 2. ชายรักร่วมเพศบางคนนำเชื้ออสุจิของตัวเองไปผสมกับไข่ของคนอื่นที่ตัวเองเลือก แล้วนำมาฝากให้หญิงไทยตั้งครรภ์ เมื่อนำเด็กกลับไปเลี้ยงจะมีความผูกพันกันอย่างไร อนาคตเด็กโตขึ้นจะเป็นอย่างไร และ 3. หากเด็กคลอดมาแล้วตกลงกันไม่ได้ เด็กก็ต้องอยู่ในประเทศไทย กลายเป็นภาระทางสังคมตามมาอีก จึงเป็นปัญหาที่กรมการกงสุลประสบอยู่ จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรหาข้อสรุปในปัญหานี้ร่วมกัน

 

นายธาตรี เชาวชตา ผอ.กองสัญชาติและนิติกร กรมการกงสุล เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ปัญหาชายรักร่วมเพศชาวอิสราเอลจ้างหญิงไทยอุ้มบุญว่า กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้มีหนังสือถึงสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ให้แจ้งปัญหาดังกล่าวให้ทางการอิสราเอลทราบแล้ว และทราบว่าการจ้างอุ้มบุญในอิสราเอล เป็นเรื่องต้องห้ามตามกฎหมายแล้ว จึงได้ไปจ้างอุ้มบุญในต่างประเทศ เดิมทีในประเทศอิสราเอล ค่าจ้างอุ้มบุญรายละ 1 ล้านบาท แต่มาจ้างอุ้มบุญในไทยราคาไม่เกิน 300,000 บาท จากตัวเลขที่ตรวจสอบล่าสุดทราบว่ามีการจ้างอุ้มบุญในไทยและหญิงที่รับจ้างอุ้มบุญตั้งครรภ์แล้วประมาณ 100 ราย มีกำหนดคลอดไล่มาตั้งแต่เดือน พ.ย.2556 ทราบว่าอิสราเอลจะออกหนังสือเดินทางให้เด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญในไทยจนถึงเดือน พ.ย.2557 นี้เท่านั้น เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสำหรับเด็กที่กำลังจะเกิดจากการอุ้มบุญในปัจจุบัน

 

นายธาตรีเปิดเผยอีกว่า จำนวนชายที่มายื่นขอรับรองเอกสารเกี่ยวกับเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญและไม่ได้รับรองเอกสารให้ไป นอกจากชายชาวอิสราเอล 9 รายแล้ว ยังมีชายสัญชาติบราซิล 1 ราย (26 พ.ค.2557) ชาวจีน 1 ราย (9 มิ.ย.2557) และออสเตรเลีย 1 ราย (25 มิ.ย.2557) แต่เมื่อวันที่ 7 และ 10 ก.ค.2557 มีชายชาวอิสราเอลนำคำสั่งศาลเยาวชนและครอบครัว อนุญาตให้จดทะเบียนรับผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว มายื่นขอรับรองเอกสารเกี่ยวกับเด็ก กองสัญชาติและนิติกรจึงรับรองให้ตามคำสั่งศาลฯดังกล่าว ส่วนรายอื่นๆยังไม่รับรองให้ไป เพราะยังมีความเห็นว่าเป็นการพาณิชย์และเข้าข่ายการค้ามนุษย์

ข้อมูลจาก: thairath

ร่วมแสดงความคิดเห็น...

SHARE

ดูเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ...